สมัครจดโดเมนฟรี

สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อบทบาทในการดำเนินงานต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร้อยละ 38.53 ค่อนข้างพึงพอใจต่อการแก้ไขปัญหา กรณีสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ เพราะเห็นได้จากการเรียกทูตไทยกลับ เป็นการส่งสัญญาณให้รู้ว่า ฝ่ายไทยไม่พึงพอใจกับเรื่องนี้

นอกจากนี้ ร้อยละ 51.23 ไม่ค่อยพึงพอใจต่อการแต่งตั้งโยกย้าย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และข้าราชการไทย เพราะ ณ วันนี้ ยังไม่สามารถหาผู้ที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งได้ ร้อยละ 37.86 ค่อนข้างพึงพอใจ ต่อโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เพราะมีการจ่ายงบประมาณจำนวนมากลงสู่พื้นที่ เพื่อให้การสนับสนุนแก่ประชาชนในหลายด้าน

ร้อยละ 37.95 ไม่ค่อยพึงพอใจ ต่อการแก้ปัญหาของ การรถไฟแห่งประเทศไทย เพราะ นายกรัฐมนตรี ยังไม่มีความชัดเจน และไม่เด็ดขาดพอในการแก้ไขปัญหาของการรถไฟ ร้อยะละ 43.21 ค่อนข้างพึงพอใจต่อการจัดประชุมอาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 15 เพราะภาพรวมในการจัดงานเป็นไปด้วยดี ทุกประเทศที่เข้าร่วม มีความเข้าใจ และเศรษฐกิจไทยน่าจะดีขึ้น และร้อยละ 44.92 ไม่ค่อยพึงพอใจต่อแนวคิดของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในการจัดตั้ง นครปัตตานี เพราะการออกมาแสดงบทบาท หรือชี้แจงของ นายกรัฐมนตรี น้อยไป ดูจากคนในพื้นที่ยังสับสนต่อเรื่องนี้

นายกรัฐมนตรี ระบุการที่รัฐบาลกัมพูชาแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ และที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีฮุนเซ็น รวมทั้งการเดินทางไปกัมพูชาของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เป็นการจุดชนวนความขัดแย้งของทั้งสองประเทศ เพราะสถานการณ์ที่เป็นไปด้วยดีมาโดยตลอดเริ่มมีปัญหา

"พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นคนไทย น่าจะรู้สึกบ้างว่าสิ่งที่ทำลงไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือไม่ และที่ผ่านมารัฐบาลเข้าไปแก้ไขปัญหาโดยตลอดด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ" นายอภิสิทธิ์ เวชชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี ยังคงยืนยันว่า การที่รัฐบาลไทยตอบโต้ทางการทูตต่อรัฐบาลกัมพูชาไม่ได้เป็นมาตรการที่รุนแรง ไม่เคยใช้ถ้อยคำที่เป็นปัญหา เพราะมาตรการที่ดำเนินการไปไม่ได้ก่อให้เกิดการปะทะ ไม่กระทบกับการเดินทางไปมาหาสู่ เป็นการแสดงออกทางการเมือง บวกกับการทบทวนสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สร้างปัญหาให้รัฐบาลในฐานะที่ไปสวมบทบาทของการเป็นที่ปรึกษาฝ่ายกัมพูชา ทั้งๆ ที่ล่วงรู้ข้อมูลเรื่องการทำข้อตกลงของฝ่ายไทย ต้องถามว่าถ้าใครเป็นรัฐบาลจะยอมให้ประเทศไทยเสียเปรียบ จะยอมให้กระบวนการยุติธรรมไทยถูกตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์หรือไม่ และถ้าเป็นเช่นนั้นเราจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติได้อย่างไร ความจริงควรไปถามคนสร้างปัญหามากกว่า

"ที่จริง พ.ต.ท.ทักษิณ ควรทบทวนบทบาทของตัวเองมากกว่าว่ากำลังทำอะไรอยู่ ยึดผลประโยชน์ของประเทศโดยส่วนรวม คิดถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ ถ้าคิดถึงสิ่งเหล่านี้ก็น่าทบทวนและรู้ว่าควรทำอะไร" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลดำเนินงานทุกอย่างด้วยความระมัดระวังและสุภาพ และอยากบอกว่า อย่าเอาปัญหาของตัวเองมาสร้างให้เป็นปัญหาของชาติ ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีบางประเด็นที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เช่น กรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งตั้งแต่มาเป็นรัฐบาลได้พบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาหลายครั้งก็มีความเข้าใจถึงแนวทางแก้ปัญหาเป็นอย่างดี

"ต้องย้อนกลับไปว่าต้นเหตุของปัญหามาจากไหน รัฐบาลแก้ไขปัญหาเพียงอย่างเดียวและปกป้องประโยชน์ของชาติและศักดิ์ศรีของคนไทย" นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย และทำให้เกิดข้อสงสัยมากยิ่งขึ้นว่าข้อครหาที่เคยมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือคนของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นรัฐบาล ในเรื่องที่เกี่ยวกับกัมพูชาทั้งหมดเป็นจริงหรือไม่ ทำไมจึงเป็นห่วงผลประโยชน์ของประเทศอื่นมากกว่าประเทศตัวเอง หรือว่าไปมีผลประโยชน์อะไร

"รัฐบาลก็รักชาติ คนไทยก็รักชาติ เพราะฉะนั้นอย่าไปทำอะไรกระทบผลประโยชน์ของชาติ เรื่องก็จะไม่เกิด ไม่มีการไปปลุกกระแสอะไรทั้งนั้น หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ มีปัญหาเรื่องรักชาติ" นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุจะควบคุมดูแลปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทย-กัมพูชา ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือในระดับพหุภาคี ซึ่งเป็นการพูดกับนายยูกิโอะ ฮาโตยามะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ระหว่างการหารือระดับทวิภาคีในช่วงที่เดินทางไปร่วมประชุมผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขงที่ประเทศญี่ปุ่น

"ไม่ได้พูดถึงสถานการณ์ทางการเมืองของไทย แต่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้สอบถามกรณีปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาว่าจะมีผลกระทบอะไรหรือไม่ ซึ่งผมได้บอกกับท่านว่า จะไม่ให้ปัญหาดังกล่าวกระทบต่อความร่วมมือระดับพหุภาคี" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาเริ่มตึงเครียดอีกครั้ง หลังรัฐบาลกัมพูชาประกาศแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ และที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีฮุนเซ็น และยืนยันที่จะไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ให้กับไทยตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนหากได้รับการร้องขอ

โดยรัฐบาลไทยใช้มาตรการทางการทูตตอบโต้รัฐบาลกัมพูชา ด้วยการเรียกเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ กลับประเทศไทย, ทบทวนพันธกรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับฝ่ายกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา และทบทวนความร่วมมือต่างๆ ที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการกับกัมพูชา ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาเองก็เรียกเอกอัครราชทูตกลับประเทศเช่นกัน

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศเตรียมเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณายกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างรัฐบาลไทย-กัมพูชาว่าด้วยการอ้างสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณอ่าวไทย ฉบับวันที่ 18 มิ.ย.44 ที่จัดทำขึ้นในรัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี